วันพฤหัสบดีที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2561

กฟผ. ชวนคนไทย...สร้างทะเลสวย ณ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร



กฟผ. ชวนคนไทย...สร้างทะเลสวย
ณ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร

...............................................

ในโครงการเราทำความดีด้วยหัวใจปลูกป่าชายเลนเทิดไท้องค์ราชัน

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมกับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช จัดกิจกรรมปลูกต้นไม้ ตามโครงการ “เราทำความดีด้วยหัวใจ ปลูกป่าชายเลน เทิดไท้องค์ราชัน” ในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร จังหวัดชุมพร ในวันที่ 23 กันยายน 2561 โดยมีพลโทชัยยุทธ พร้อมสุข สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ประธานคณะกรรมการโครงการพลิกฟิ้นคืนป่าชายเลนสู่ธรรมชาติเป็นประธานในงาน รวมถึงภาคส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงาน

โครงการนี้เพื่อรวมพลังจิตอาสาทุกภาคส่วน ทำความดีเพื่อสังคม อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปลูกป่าชายเลนฟื้นฟูพื้นที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร จำนวน 100 ไร่ เฉลิมพระเกียรติและแสดงความจงรักภักดีเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว 66 พรรษา 28 กรกฎาคม 2561 ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมทำความดีของ กฟผ. ที่น้อมนำแนว พระราชปณิธานจิตอาสาทำความดีด้วยหัวใจ ไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม โดยรวมพลังจิตอาสาจากภาคีเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมของจังหวัดชุมพร และกรมอุทยานแห่งชาติฯ ร่วมกัน ปลูกป่าชายเลน จำนวน 100 ไร่ เพื่อฟื้นฟูสภาพพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร ณ ต.ทุ่งคา อ.เมือง จ.ชุมพร













โดยแบ่งรูปแบบการจัดกิจกรรมเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 เปิดตัวกิจกรรม “เราทำความดีด้วยหัวใจ ปลูกป่าชายเลน เทิดไท้องค์ราชัน” ร่วมกันปลูกป่าชายเลนจำนวน 10 ไร่ เป็นปฐมฤกษ์ เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2561 มีส่วนราชการในจังหวัดชุมพร หน่วยงานภาคเอกชน ภาคีเครือข่ายต่าง ๆ กลุ่มจิตอาสา ครู นักเรียน และประชาชนในพื้นที่ เข้าร่วมกว่า 1,000 คน หลังจากนั้น ได้ดำเนินการปลูกป่าชายเลนระยะที่ 1 ต่อเนื่อง ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน จนครบ 50 ไร่แรก แล้วเสร็จในเดือนกรกฎาคม 2561

ระยะที่ 2 กฟผ. ได้รณรงค์เชิญชวนภาคีเครือข่ายต่างๆ มาร่วมปลูกป่าชายเลน และจัดให้มีกิจกรรมปลูกป่าในวันที่ 23 กันยายน 2561 ขึ้น โดยร่วมกับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สถานีวิทยุพิทักษ์สันติราษฎร์ (สวพ.FM91) ทหาร ตำรวจ ครู นักเรียน กลุ่มจิตอาสา ฯลฯ ปลูกป่าชายเลนอีกจำนวน 50 ไร่ และจะปลูกต่อเนื่องตลอดช่วงเดือนกันยายน–ตุลาคม 2561 ให้ครบจำนวน 100 ไร่ ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้








อนึ่ง กฟผ. ได้เข้าไปดำเนินการปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศป่าไม้ของจังหวัดชุมพรตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 จนถึงปัจจุบันมีเนื้อที่ปลูกรวมทั้งสิ้น 12,065 ไร่ แบ่งเป็น ป่าบก 10,165 ไร่ (ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าน้ำตกกะเปาะ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุทยานเสด็จในกรม กรมหลวงชุมพร และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งระยะ-นาสัก เนื้อที่ปลูก 3,450, 4,600 และ 2,115 ไร่ ตามลำดับ) และป่าชายเลน 1,900 ไร่ ซึ่งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพรทั้งหมด กฟผ. หวังว่าป่าที่ปลูกและมีการบำรุงรักษาตามกระบวนการ คือ ปลูก 1 ปี บำรุงรักษาป่าที่ปลูกต่อเนื่อง 2 ปี ปัจจุบันคงจะฟื้นสภาพเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ของจังหวัดชุมพรตลอดไป

ทั้งนี้กฟผ. มุ่งดำเนินโครงการปลูกป่าอย่างยั่งยืน จึงใช้หลักการปลูกป่าตามผลการศึกษาทางวิชาการ คือ ปลูก 1 ปี และบำรุงรักป่าที่ปลูกต่อเนื่อง 2 ปี ซึ่งนอกจากจะช่วยฟื้นฟูสภาพผืนป่าให้อุดมสมบูรณ์แล้ว ยังช่วยสร้างสมดุลของทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เพื่อเป็นแหล่งอนุบาลและเพาะพันธุ์สัตว์น้ำอีกด้วย รวมทั้ง กฟผ.ยังเลือกพื้นที่ในการปลูกป่าที่เป็นความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง เพื่อให้เกิดความรู้สึกมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของผืนป่า และเต็มใจที่จะช่วยดูแลรักษาป่าให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป ทั้งนี้ ในพื้นที่จังหวัดชุมพร กฟผ. ได้ดำเนินการปลูกป่ามาตั้งแต่ปี 2537 แบ่งเป็น ป่าบก 10,165 ไร่ และป่าชายเลน 1,900 ไร่ รวมเป็นจำนวน 12,065 ไร่

โดยอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพรนั้น กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชได้ขอคืนพื้นที่จากบริษัทเอกชน ซึ่งหมดสัญญาเช่าตามนโยบายทวงคืนผืนป่าของรัฐบาล จำนวน 2,700 ไร่ ซึ่งสภาพพื้นที่ปัจจุบันเป็นบ่อสำหรับเลี้ยงกุ้ง ไม่มีต้นไม้ หากจะปล่อยให้ฟื้นฟูตามธรรมชาติจะต้องใช้เวลานาน จึงต้องอาศัยการฟื้นฟูจากมนุษย์ และหากจะใช้งบประมาณของทางราชการเพียงอย่างเดียว ก็จะต้องใช้เป็นจำนวนมาก จึงได้เสนอโครงการและขอสนับสนุนจาก กฟผ. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำงานปลูกป่าร่วมกับกรมอุทยานฯ เป็นเวลานาน และมีศักยภาพในการปลูกป่า ทั้งนี้อุทยานฯสนับสนุนกล้าไม้ จำนวน 700 ต้นต่อไร่ เพื่อให้ กฟผ. และพลังมวลชนจากหน่วยงานต่าง ๆ ได้ร่วมกันปลูกป่าฟื้นฟูพื้นที่ดังกล่าวให้กลับคืนเป็นป่าชายเลนที่มีความอุดมสมบูรณ์

นายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวว่า กฟผ.เป็นหน่วยงานที่ดำเนินกกิจการผลิตไฟฟ้าควบคู่ไปกับการดูแลสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมตลอดมา ด้วยเล็งเห็นถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อม จึงได้ร่วมกับรัฐบาลดำเนินงานปลูกป่าตั้งแต่ปี พ.ศ.2537 เป็นต้นมา และดำเนินต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน กว่า 20 ปีที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จับมือกับเครือข่ายภาครัฐ และภาคประชาสังคมในท้องถิ่น ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ร่วมกันปลูกและฟื้นฟูป่าให้กลับคืนความสมบูรณ์กว่า 466,000 ไร่ ใน 49 จังหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ของจังหวัดชุมพร ซึ่งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ได้ปลูกป่าไปแล้วจำนวน 11,965 ไร่

การปลูกป่าชายเลนในพื้นที่ จ.ชุมพร จำนวน 100 ไร่นี้ เป็นหนึ่งในแผนคืนความสมบูรณ์ให้กับป่าชายเลนภาคใต้ประจำปี 2561 ของ กฟผ. โดยได้ร่วมพัฒนาองค์ความรู้ป่าชายเลนในพื้นที่ จ.ปัตตานี รวมทั้งปลูกป่าชายเลนในพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช และ จ.นราธิวาส ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจจะร่วมปลูกป่า สำหรับประชาชนในพื้นที่จังหวัดชุมพร สามารถติดต่อได้ที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร โทรศัพท์ 077-558-144 และ ประชาชนทั่วไปสามารถติดต่อ ได้ที่ Call Center กฟผ. โทร. 1416


สื่อมวลชนร่วมกิจกรรมปลูกป่าชายเลน


นายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย ผู้ว่าการ กฟผ.


เที่ยวชมป่าชายเลน ณ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร

ทะเลชุมพร นั้นสวยงามและเหมาะสำหรับการดำน้ำ ทั้งน้ำตื้นและน้ำลึก เป็นจุดดำน้ำอีกจุดหนึ่ง ที่นักดำน้ำไม่ควร จะมองผ่านเลยไป เพราะเป็นจุดดำน้ำ ที่คงความสมบูรณ์ของทรัพยากรทางทะเล และฝูงปลานานาชนิด ปะการังดำ ดงดอกไม้ทะเลสุดลูกหูลูกตา และฉลามวาฬ ที่แวะเวียนมาทุกหน้าร้อน โดยเฉพาะเดือนเมษายน จะมีโอกาสพบ ได้บ่อย

บริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร ตั้งอยู่กลางป่าชายเลน มีอาคารศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เชื่อมด้วย สะพานไม้ทอดยาว และยังเป็นเส้นทาง เดินศึกษาธรรมชาติเลียบคลองเข้าไปในป่าชายเลนซึ่งมีหลายเส้นทาง เหมาะ สำหรับศึกษา พันธุ์ไม้และ สัตว์ป่าในป่าชายเลน มีป้ายบอธิบายพันธ์ไม้แต่ละชนิดตลอดทาง เรียกได้ว่าสถานที่ แห่งนี้ เป็น "ป่าพูดได้" แห่งแรกในประเทศไทย





เส้นทางศึกษาธรรมชาติป่าชายเลน 

บริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติ ทางอุทยานฯ ได้จัดทำสะพานทางเดินศึกษาธรรมชาติป่าชายเลน ไว้บริการ นักท่องเที่ยว นักเรียน นักศึกษา หรือผู้ที่สนใจสภาพป่าและสิ่งมีชีวิตในป่าชายเลน สะพานทางเดินเริ่ม จากที่ จอดรถ ทอดตัวผ่านศูนย์บริการนักท่องเที่ยว (ภายในอาคารมีนิทรรศการ) ผ่านแปลงปลูกป่าโกงกางที่อุทยาน แห่งชาติ นักเรียน นักศึกษาและประชาชนชาวจังหวัดชุมพรร่วมกันปลูกไว้ จากนั้นลดเลี้ยวเข้าป่าชายเลนตาม ธรรมชาติ ซึ่งอยู่เลียบคลอง บริเวณริมคลองมีท่าเรือเล็กๆ สำหรับลงเรือข้ามคลอง เพื่อไปขึ้นสะพานทางเดิน ศึกษาธรรมชาติที่อยู่อีกฟากของคลอง ตลอดทางเดินจะมีป้ายสื่อความหมายเกี่ยวกับ สภาพป่าและสิ่งมีชีวิตใน ป่าชายเลนเป็นระยะๆ บริเวณใกล้เคียงกันบนยอดเขาโพงพาง เป็นจุดชมทิวทัศน์ที่เหมาะที่จะชมพระอาทิตย์ขึ้น-ตก ท้องทะเล เกาะต่างๆ เวิ้งอ่าว และพื้นป่าชายเลนที่กว้างใหญ่









อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร มีพื้นที่ทั้งหมด 198,125 ไร่ หรือ 317 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ดินป่าเลน อ่าวทุ่งคา ปาอ่าวสวี และเกาะต่างๆ ในท้องที่ตำบลสะพลี อำเภอปะทิว ตำบลปากน้ำ ตำบลท่ายาง ตำบลหาดทรายรี ตำบลทุ่งคา ตำบลวิสัยเหนือ อำเภอเมือง ตำบลวิสัยใต้ ตำบลด่านสวี ตำบลท่าหิน อำเภอสวี ตำบลปากตะโก อำเภอทุ่งตะโก และตำบลบางน้ำจืด อำเภอหลังสวน ได้รับการประกาศให้เป็นอุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2542 มีพื้นที่น้ำประมาณ 165,696 ไร่ หรือประมาณ 80.5% ของพื้นที่อุทยานแห่งชาติ พื้นที่บก ประมาณ 32,156 ไร่ หรือประมาณ 19.5% ของพื้นที่อุทยานแห่งชาติ






สภาพภูมิประเทศของอุทยานฯ หมู่เกาะชุมพร นั้นมีความหลากหลายมาก ทั้งพื้นที่ชายฝั่ง พื้นที่อ่าวและปากคลอง เป็นต้นคลองสำคัญทั้งคลองตม คลองบางหัก และคลองปากน้ำตะโก พื้นที่เกาะ 40 เกาะ และพื้นที่ภูเขา มีเขาสำคัญคือเขาโพงพางสูง 145 เมตร เขาบ่อคาสูง 180 เมตร เขาประจำเหียงสูง 240 เมตร และเขากะทะสูง 300 เมตร ด้วยสภาพภูมิศาสตร์ที่หลากหลาย ป่าไม้และสังคมพืชก็หลากหลายด้วย สามารถพบป่าชายเลน ป่าชายหาด ป่าดงดิบ สังคมพืชบนหน้าผาหินปูน และแหล่งหญ้าทะเลได้สมบูรณ์ที่อุทยานฯ แห่งนี้





อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร
1/4 หมู่ที่ 5 บ้านโพงพาง ต.หาดทรายรี อ. เมืองชุมพร จ. ชุมพร 86120
โทรศัพท์ 0 7755 8144 โทรสาร 0 7755 8144 อีเมล mukochumphon@hotmail.com



วันอังคารที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2561

แชะ...ช้อป...ชม พนมเปญ-เสียมเรียบ (ตอนที่1)





ทริปนี้เป็นทริป "แชะ...ช้อป...ชม...พนมเปญ-เสียมเรียบ" 2 จังหวัดใหญ่ของประเทศกัมพูชา เพื่อนบ้านของเรา จะไม่ให้ใหญ่ได้ยังไงหล่ะครับ อีกจังหวัดเป็นถึงเมืองหลวงของประเทศ และอีกจังหวัดเป็นที่ตั้งของมรดกโลกที่อภิมหายิ่งใหญ่อลังการอย่าง นครวัด-นครธม...ผมไม่ขอพูดมากนะครับเดี๋ยว เจ็บคอ...เพราะภาพและเรื่องราวรอเพื่อนๆ อยู่มากมาย...ทริปนี้เห็นอะไร เป็นต้อง แชะ...มาฝากเพื่อนๆ กัน


การเดินทางของผมในทริปนี้ เดินทางโดยสายการบินน้องใหม่เอี่ยมอ่องอรทัย ที่พึ่งมาเปิดเส้นทางบิน กรุงเทพฯ-พนมเปญ หลายคนคงไม่คุ้นหู คุ้นตา คุ้นชื่อ กับ... สายการบิน Lanmei Airlines ซึ่งเป็นสายการบินต้นทุนต่ำที่จดทะเบียนในประเทศกัมพูชา เครื่องบินใหม่เอี่ยม แอร์โฮสเตสขาว สวย หมวย...จริงๆ


อ่อ! ซื้อตั๋วครั้งเดียวสุดคุ้ม ซื้อไปลงพนมเปญ วันแรกวางแผนเที่ยวพนมเปญก่อนครึ่งวัน เช้าบินไปเที่ยว เสียบเรียบ พักที่เสียมเรียบ 1 คืน อีกวันบินกลับมาเที่ยว พนมเปญต่อ เรียกได้ว่าเที่ยว 2 จังหวัดใหญ่ของกัมพูชา เพลินไปเลยครับ


สายการบิน Lanmei Airlines 

https://www.lanmeiairlines.com/

https://www.facebook.com/lanmeiairlines/



ผมออกเดินทางสู่ท่าอากาศยานนานาชาติพนมเปญด้วยสายการบิน Lanmei Flight : LQ671 BKK PNH 10:05AM-11:20AM   เครื่อง Take Off จากสนามบินสุวรรณภูมิ 10 โมงกว่า ผมจับเวลาดูใช้เวลาเดินทางเพียง 45 นาที ก็ถึงสนามบินนานาชาติพนมเปญแล้ว โห...นี่เดินทางไปต่างประเทศเร็วกว่าเดินทางภายในประเทศซะอีก


LQ671 BKK PNH 10:05AM-11:20AM



สายการบินน้องใหม่ เครื่องบินใหม่เอี่ยม

อย่าลืมกรอกเอกสารเข้าเมืองให้ครบนะครับ โดยเฉพาะที่อยู่ของที่พักในพนมเปญ

วิวจากหน้าต่างก่อนเครื่องลง จะมองเห็นน้ำหลากท่วมขยายวงกว้าง

การเดินทางท่องเที่ยวกัมพูชา แบบแพ็คเก็ตทัวร์ 4 วัน 3 คืน พนมเปญ-เสียมราฐ-พนมเปญ ในทริปนี้ของผมค่อนข้างได้รับความสะดวกสบาย เพราะใช้บริการบริษัททัวร์ท่องเที่ยวชั้นนำที่มีประสบการณ์ รู้ลึก รู้จริง ในเรื่องการท่องเที่ยว กัมพูชา ทั้งที่พนมเปญและเสียมเรียบ นั่นคือบริษัท INTRA- MEKONG TRAVEL  ทางบริษัทได้ส่งไกด์ชาวกัมพูชาที่พูดไทยได้คล่องปรื๋อ พร้อมรถบัส วีไอพี มารับคณะของพวกเรา 10 กว่าชีวิตถึงสนามบินนานาชาติพนมเปญ

พอถึงสนามบินอีกอย่างที่เราต้องทำคือเปลี่ยนซิมโทรศัพท์ ไปเป็นซิมทางค่ายกัมพูชา ที่หน้าสนามบินจะ มีให้บริการอยู่หลายเจ้า ราคาจะแตกต่างกันนิดหน่อย มีทั้ง 3 เหรียญ ที่พอใช้งานได้หรือ 5 เหรียญอินเตอร์เน็ตไม่จำกัด ผมเลือกแบบ 5 เหรียญ ก็เห็นเน็ตลื่นปรื๊ดปร๊าดดีเหมือนกัน



เปลี่ยนซิมโทรศัพท์ ไปเป็นซิมทางค่ายกัมพูชา ที่หน้าสนามบินพนมเปญ

ออกจากสนามบินก็ได้เวลาอาหารเที่ยงพอดีรถทัวร์พาเรา ไปร้านอาหารหรูในโรงแรมใจกลางกรุงพนมเปญ อาหารหลากหลาย แต่คนถ่ายภาพเริ่มตาลายเพราะความหิว เลยถ่ายภาพมาให้เพื่อนๆ ชมได้น้อยไปหน่อย



ลงจากเครื่องออกจากสนามบินก็ได้เวลาอาหารเที่ยงพอดี

Central Market in Phnom Penh (ตลาดกลางพนมเปญ)

หลังจากอิ่มหมีพลีมันกับอาหารมื้อเที่ยง สถานที่แรกที่เราไปสัมผัสคือ ตลาดกลาง หรือ 

"ตลาดแกรนด์ใหม่" เป็นตลาดขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นในปี 1937 ในรูปของโดม Art Deco

ก่อนปี 1935 บริเวณที่สร้างตลาดนี้เป็นทะเลสาบที่มีน้ำไหลบ่าในช่วงฤดู​​ฝน น้ำได้ถูกระบายออก และถมดินเริ่มก่อสร้างในปี 1935 และสร้างสำเร็จในปี 1937 อาคารขนาดใหญ่ที่มีสี่เส้นทางแตกแขนงออกไปเป็นทางเดินกว้างใหญ่ ภายในตลาดมีแผงขายของสินค้ามากมาย 

ตลาดแห่งนี้เปิดเวลา 7 โมงเช้า ปิด 5 โมงเย็น เป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวมักมาเลือกเดินช้อปปิ้งซื้อสินค้า หรือจะมาเดินชมวิถีตลาดสดของชาวพนมเปญที่อยู่อีกด้านของตลาดเหมือนอย่างผมก็ไม่ผิดกติกา แต่อย่างใด

สี่ปีกของโดมสีเหลืองขนาดยักษ์จะเต็มไปด้วยร้านค้าที่ขายสินค้าหลากหลายตั้งแต่จิวเวอรี่ ทอง เงิน เหรียญโบราณ การแลกเปลี่ยนเงิน เครื่องแต่งกายผู้ชายและผู้หญิง นาฬิกา หนังสือ ดอกไม้ อาหาร ผ้า รองเท้า ของที่ระลึก ปลาและอาหารทะเล ขนม กระเป๋า และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ อีกนับไม่ถ้วน ทางเข้าตลาดจะเรียงรายไปด้วยร้านค้าของที่ระลึก และยังมีคนเร่ขายทุกอย่างตั้งแต่เสื้อยืดและโปสการ์ด สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องเขียน เสื้อผ้ามือสอง และดอกไม้

ตลาดกลางแห่งนี้ออกแบบโดยสถาปนิกชาวฝรั่งเศส Louis Chauchon 

การเดินตลาดแห่งนี้ผมว่าก็คล้ายๆจตุจักร บ้านเรานั่นแหละ ถึงผมมาที่นี้ไม่ได้อะไรกลับไป แต่การได้ถ่ายรูปด้านในตลาดกลางแห่งนี้ และวิถีตลาดสดชาวพนมเปญที่อยู่ในบริเวณเดียว ก็สวยไปอีกแบบและทำให้เพลิดเพลินเหมือนกัน






ภายในตลาดกลางพนมเปญ





























เดินเที่ยวตลาดสด ซึ่งอยู่ในบริเวณเดียวกันกับตลาดกลาง



วิถีผู้คนด้านหน้าตลาดกลาง

พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติกัมพูชา กรุงพนมเปญ

พิพิธภัณฑ์แห่งชาติกัมพูชา เป็นสถานที่อีกแห่ที่ไม่ควรพลาดเมื่อมีโอกาสไปเที่ยวกรุงพนมเปญไม่ว่าจะเที่ยวที่เสียมเรียบก่อนไปพนมเปญ หรือเที่ยวที่พนมเปญก่อนไปเสียมเรียบ เพราะพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ได้เก็บ ศิลปะและโบราณวัตถุเก่าแก่นับพันปีที่พบในกัมพูชาได้เก็บรวบรวมไว้มากมาย ซึ่งล้วนเป็นของจริง (ห้ามถ่ายรูป) เอาเป็นว่าถ้าเราไปเดินชมตัวปราสาทจริงๆที่เสียมเรียบแต่เทวรูปจริงๆ จะอยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ถ้าอยากได้อรรถรสในการชมต้องหาโอกาสมาที่นี่

ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นแหล่งรวบรวมประวัติศาสตร์ ศิลปะและโบราณวัตถุเก่าแก่ที่พบในกัมพูชานับพันปีไว้อย่างมากมาย อาทิ เทวรูปพระวิษณุสมัยศตวรรษที่ 6 และ 9 รูปสลักเศียรพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 และรูปหล่อพระนารายณ์บรรทมสินธุ์สำริด ชิ้นที่เก่าแก่ที่สุดว่ากันว่ามีอายุย้อนกลับไปถึงช่วงศตวรรษที่ 4 ในยุครุ่งเรืองของนครวัด

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกรุงพนมเปญแห่งนี้ อยู่ติดกับพระราชวังด้านทิศเหนือ สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1920 เป็นอาคารสถาปัตยกรรมแบบกัมพูชา สีแดงเข้ม ชั้นเดียว ลักษณะเป็นสี่เหลี่ยม และตรงกลางเป็นพื้นที่โล่ง 

ปัจจุบันอัตราค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์คนละ 10 ดอลลาร์ (310 บาท) เชื่อเถอะเมื่อทุกคนได้เข้าชมและสัมผัสแล้ว ต้องมีความประทับใจกับศิลปวัตถุอันทรงคุณค่าที่มีอายุนับพันปี ที่ราชอาณาจักรกัมพูชาได้สะสมเก็บรักษาไว้ ณ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้

เนื่องด้วยภายพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติกัมพูชา เขาห้ามถ่ายรูป ผมเลยเก็บภาพได้เฉพาะตัวอาคารมาฝากเพื่อนๆครับ









พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติกัมพูชา กรุงพนมเปญ





วิถีพนมเปญ

ขณะเดินทางมองเห็นวัดพนมข้างหน้า เสียดายเวลาไม่พอเลยไม่ได้แวะ




เยี่ยมชม สำนักงาน สายการบิน Lanmei Airlines สำนักงานใหญ่ ประจำกรุงพนมเปญ


ก่อนเข้าสู่ที่พักโรงแรม Naga World คณะเรามีโอกาสไปเยี่ยมชมสำนักงานใหญ่ สายการบิน Lanmei Airlines ประจำกรุงพนมเปญ เป็นสำนักงานที่พึ่งเปิดใหม่ๆ ซึ่งมีศูนย์กลางการบินอยู่ที่ ณ กรุงพนมเปญแห่งนี้ เราได้เห็นการจัดการที่เป็นระบบ เห็นเส้นทางการบิน และทราบถึงประวัติความเป็นมาของสายการบินนี้จากการแนะนำของเจ้าหน้าที่ ทำให้มั่นใจในการเดินทางท่องเที่ยวกัมพูชา มากขึ้น อีกทั้งเป็นสายการบิน ต้นทุนต่ำ ที่มีเครื่องบินใหม่เอี่ยมคอยให้บริการจาก สุวรรณภูมิสู่กรุงพนมเปญและจากกรุงพนมเปญสู่เสียมเรียบ ตามเวลาของเที่ยวบินเราสามารถจัดทริปเที่ยว 2 จังหวัดใหญ่ ของกัมพูชา ได้แบบสบายๆ




สำนักงาน สายการบิน Lanmei Airlines สำนักงานใหญ่ ประจำกรุงพนมเปญ


เดินเที่ยวกรุงพนมเปญ...ใกล้ที่พักNaga World

โรงแรมที่พักของคณะเราตั้งอยู่ใจกลางกรุงพนมเปญ ชื่อ Naga World เป็นโรงแรมระดับห้าดาว (http://www.nagaworld.com/) ข้างในมีบ่อนกาสิโน ที่คึกคักตลอดทั้งคืน ก่อนเข้าโรงแรมต้องผ่านการสแกนกระเป๋าตรวจตราอย่างเข้มงวด หลังจากที่ผมเช็คอินน์เอากระเป๋าขึ้นไปเก็บบนห้อง ผมรีบคว้ากล้องออกมาเดินเที่ยวไปตามถนนหน้าโรงแรม ชื่อถนน นโรดมสีหนุ




Naga World โรงแรมที่พักใจกลางกรุงพนมเปญ


กรุงพนมเปญเป็นเมืองท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกเดินทางมาเที่ยว เรื่องการเดินเที่ยวคนเดียวในยามค่ำคืนไกค์บอกว่าต้องระมัดระวังบ้างเหมือนเมืองท่องเที่ยวทั่วไป แต่ไม่ถึงกับต้องระมัดระวังจนเกินเหตุเพียงใช้กฎทั่วไปที่ใช้ในการท่องเที่ยวเมืองต่างๆ คือไม่ออกไปเที่ยวในที่อโคจร ที่เปลี่ยว การกดเงินหาตู้ที่คนสัญจรเยอะ หากมีคนป้วนเปี้ยนหน้าตู้ก็ไม่ควรกด ฯลฯ

เกาะกลางถนน นโรดมสีหนุ เป็นเกาะขนาดใหญ่เป็นลานสาธารณะ ทั้งวัยรุ่นและผู้สูงอายุจะมานั่งพักผ่อนบ้างออกกำลังกายคล้ายสวนลุมบ้านเรา และบรรยากาศในยามค่าคืนสวยงามโรแมนติกจึงเป็นสถานที่ที่หนุ่มสาวชาวกัมพูชานิยมมานั่งพลอดรักกัน

พระบรมราชานุสาวรีย์ของสมเด็จพระนโรดม สีหนุ

พระบรมราชานุสาวรีย์ของสมเด็จพระนโรดม สีหนุ

บนลานสาธารณะที่กว้างใหญ่ เป็นที่ตั้งของ  พระบรมราชานุสาวรีย์ของสมเด็จพระนโรดม สีหนุ  พระราชบิดาในพระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหมุนี กษัตริย์กัมพูชา

 พระบรมราชานุสาวรีย์ของสมเด็จพระนโรดม สีหนุ สร้างจากทองแดง มีความสูง 27 เมตร ใช้งบประมาณในการก่อสร้างมากกว่า 1 ล้านดอลลาร์ พระบาทสมเด็จพระนโรดมสีหนุเสด็จ สวรรคตเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2555 ขณะมีพระชนมายุได้ 89 พรรษา ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน พระองค์ได้รับการยกย่อง จากชาวกัมพูชาว่าเป็นพระบิดาแห่งเอกราชของกัมพูชา เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นผู้นำในการต่อสู้เพื่อเรียกร้องเอกราชคืนจากฝรั่งเศส โดยในวันที่ 15 ตุลาคมของทุกปี รัฐบาลกัมพูชาได้ประกาศให้เป็นวันหยุดราชการเพื่อระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่มีต่อชาวกัมพูชา

อนุสาวรีย์เอกราชกัมพูชา

ผมเดินไปทางด้านหลังของ พระบรมราชานุสาวรีย์ของสมเด็จพระนโรดม สีหนุ ไม่ไกลนักก็จะเจอ อนุสาวรีย์เอกราชกัมพูชา ตั้งอยู่กลางวงเวียน บนถนนนโรดมสีหนุ นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวพนมเปญมักจะมาดูเสียงสียามค่ำคืนที่นี่ ซึ่งจะเปิดน้ำพุสลับสี สวยงามมากครับ เป็นสิ่งปลูกสร้างที่สวยงามสะดุดตานี้ตั้งโดดเด่นอยู่ในบริเวณใจกลางเมือง

อนุสาวรีย์แห่งนี้เปรียบเสมือนดอกบัวขนาดใหญ่ที่บานอยู่ใจกลางกรุงพนมเปญ สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงการได้รับเอกราชของประเทศกัมพูชาและเหล่าวีรบุรุษผู้กล้าที่สังเวยชีวิตเพื่อการได้มาซึ่งเอกราช  

อนุสาวรีย์เอกราชกัมพูชาสร้างขึ้นเมื่อปี 1958 เพื่อรำลึกถึงการหลุดพ้นจากการปกครองของฝรั่งเศส กัมพูชาอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศสมาตั้งแต่ปี 1863-1953 สถาปนิกชาวเขมรชื่อ Vann Molyvann ได้ออกแบบอนุสาวรีย์แห่งนี้

อนุสาวรีย์เอกราชกัมพูชา แห่งนี้จะถูกประดับประดาด้วยแสงไฟหลากสีสัน ไม่ว่าจะเป็นสีแดง ขาว และน้ำเงิน ซึ่งสื่อถึงธงชาติกัมพูชา

ในวันหยุดสำคัญของประเทศ เช่น วันประกาศอิสรภาพซึ่งตรงกับวันที่ 9 พฤศจิกายน และวันรัฐธรรมนูญซึ่งตรงกับวันที่ 24 กันยายน ประชาชนจะมารวมตัวกันที่อนุสาวรีย์เอกราชกัมพูชาแห่งนี้อย่างมากมายเพื่อร่วมรำลึกถึงวันสำคัญ



อนุสาวรีย์เอกราชกัมพูชา


บรรยากาศค่ำคืนขณะเดินไปตามถนนนโรดมสีหนุ

พนมเปญ...ยามเช้า

ผมมองลงไปจากช่องหน้าต่างของห้องพักในโรงแรมใหญ่ใจกลางกรุงพนมเปญ Naga World เห็นถนน นโรดมสีหนุ ซึ่งเป็นที่ตั้งของสวนสาธารณะกลางเมือง อนุสาวรีย์เอกราชกัมพูชา และ พระบรมราชานุสาวรีย์ของสมเด็จพระนโรดม สีหนุ ที่ผมไปเดินเที่ยวในค่ำคืนที่ผ่านมา ความคึกคักของผู้คน ณ กรุงพนมเปญเช้านี้เริ่มมีชีวิต ชีวาอีกครั้ง



กรุงพนมเปญมองจากหน้าต่างห้องพักโรงแรม Naga World เห็นถนน นโรดมสีหนุ สวยงาม


 ขณะรอเวลาเดินทางไปจังหวัดเสียมเรียบ ผมเดินชมวิถีชาวกัมพูชา ยามเช้าบนถนนที่อยู่ด้านหน้าของโรงแรมที่พัก ที่นี่สามารถมองเห็น รัฐสภากัมพูชา หลังคาสีแดงโดดเด่นตัดกับอาคารสูง ที่อยู่ใกล้ๆ ...ร้านค้าหาบเร่ ผู้คน คึกคักขวักไขว่ ชาวกัมพูชายิ้มแย้มแจ่มใสทักทายผู้มาเยือนจากต่างแดน ก่อนได้เวลานั่งรถบัสออกจากโรงแรมเพื่อไปรอขึ้นเครื่องเดินทางไปท่องเที่ยวต่อที่จังหวัดเสียมเรียบ




บนถนนหน้าโรงแรม Naga World จะมองเห็นรัฐสภากัมพูชา หลังคาสีแดงโดดเด่น



สู่เสียบเรียบ...ชมความยิ่งใหญ่ นครวัด-นครธม

คณะเราเดินทางจากกรุงพนมเปญด้วยสายการบิน Lanmei Airlines เที่ยวบินที่ LQ 315 PNH-REP เวลา 08.35 น. ใช้เวลาเพียง 30 นาที่ก็ถึงเสียมเรียบแล้ว มีไกด์ชาวกัมพูชาที่พูดไทยได้คล่องปรื๋อมารอต้อนรับคณะเราเหมือนเดิม ลงจากเครื่องขึ้นรถบัสออกจากสนามบินเสียมเรียบไกด์ ไม่รอช้าพาเราไปซื้อตั๋วเพื่อเข้าชมความยิ่งใหญ่ของ นครวัด-นครธม ทันที



เดินทางจากกรุงพนมเปญสู่เสียบเรียบด้วยสายการบิน Lanmei Airlines

คุณวีระ ไกด์ ชาวกัมพูชา ที่พูดไทยได้คล่องปรื๋อ ให้การต้อนรับคณะเรา


คุณวีระไกด์ชาวกัมพูชา บอกกับเราว่ารัฐบาลกัมพูชาพึ่งประกาศขึ้นค่าตั๋วเข้าชมปราสาทนครวัดเกือบสองเท่า จาก 20 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อคนสำหรับตั๋วเข้าชมเพียงหนึ่งวัน เป็น 37 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 1,332 บาท)

ตั๋วแบบเข้าชมสามวันปรับขึ้นจากคนละ 40 เป็น 60 ดอลลาร์สหรัฐฯ และตั๋วแบบเข้าชมหนึ่งสัปดาห์เพิ่มขึ้นจาก 62 เป็น 72 ดอลลาร์สหรัฐฯ รายได้ 2 ดอลลาร์สหรัฐฯจากตั๋วทุกใบ จะนำไปสมทบให้กองทุนช่วยเหลือทางการแพทย์แก่เด็กยากไร้

ใครที่จะไปเที่ยวชมปราสาทที่เสียมเรียบ วางแผนบริหารจัดการเรื่องเวลา และเส้นทางชมปราสาทดีๆ เอาให้คุ้มกับค่าตั๋วละกันนะครับ

เราใช้เวลาถ่ายรูป เพื่อทำการซื้อตั๋วไม่นานมาก เพราะช่วงสายนักท่องเที่ยวค่อนข้างน้อย ส่วนใหญ่เขาจะซื้อในช่วงเช้ามืด เพื่อเข้าไปชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ Angkor Wat ตั๋วที่ซื้อเป็นตั๋วสำหรับเข้าชมปราสาทต่างๆแบบ 1 วัน ราคา 37 เหรียญ ไกด์พาไปชมปราสาทไหน ก่อนเข้าเราต้องโชว์ตั๋วทุกครั้ง ถ้าทำหายก็อดเข้าชมในวันนั้นต้องไปซื้อใหม่ครับ





ซื้อตั๋วเข้าชม นครวัดนครธม เป็นตั๋วแบบ 1 วัน ราคา 37 ดอลล่าห์


ปราสาทนครวัด (Angkor Wat)


อาร์โนลด์ ทอยน์บี (Arnold Toynbee) นักเดินทาง นักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีชาวอังกฤษเคยกล่าวไว้ว่า "See Angkor Wat and die" ปราสาทนครวัด จึงเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ควรค่าแห่งการไปชม เพราะ "การได้เห็นนครวัดเสมือนได้เห็นสิ่งที่ทรงคุณค่าในชีวิตแล้ว ก็นอนตายตาหลับ"

ทริปนี้ไกด์พาเข้าทางด้านทิศตะวันออก ซึ่งเป็นด้านหลังของปราสาทนครวัด ไกด์วีระให้เหตุผลว่าเข้าทางด้านหลังจะร่มรื่น ระยะทางการเดินเข้าสู่ตัวปราสาทจะใกล้กว่าด้านหน้าและแดดจะร้อนมาก

ปราสาทนครวัด ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเมืองเสียมเรียบ ประมาณ 10 กิโลเมตร เป็นสิ่งก่อสร้างที่ได้รับการยกย่องให้เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ที่มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นอย่างมาก  ด้วยความเป็นสิ่งมหัศจรรย์แม้ว่าถ้าเทียบถ้าเทียบอายุกับแหล่งอารยธรรมอื่นๆ ของโลก นครวัดอาจจะมีอายุน้อยมากเพียงแค่ 900 ปีเศษแต่ถ้าเทียบกันกับภูมิภาคเดียวกัน นครวัดดูจะโดดเด่นและก้าวหน้ามาก ขนาดแผนผังที่ดูใหญ่โต พลังที่ต้องใช้ในการตระเตรียมก่อสร้าง ตัดและขนย้ายหินมาจากที่ห่างไกลกว่า 50 กิโลเมตร (เขาพนมกุเลน) เชื่อกันว่ามีหินที่นำมาสร้างเป็นล้านก้อน จำนวนแรงงานคำนวณว่าต้องมีเป็นล้านๆคน มีแรงงานช้างเป็นพันๆ เชือก มีหัวหน้าช่างที่มีประสบการณ์ในการสร้างปราสาทเป็นร้อยๆ คน มีช่างฝีมือในการสลักหินนับพันคน และต้องมีแรงบันดาลใจที่สูงส่ง จึงจะสามารถสร้างปราสาทนครวัดสำเร็จ โดยใช้เทคโนโลยีแบบดั้งเดิมเมื่อ 900 ปีที่แล้ว








เดินเข้าชมปราสาทนครวัด ทางด้านหลังทิศตะวันออก จะร่มรื่น ระยะทางใกล้กว่าด้านหน้า


นครวัด ในมุมมองของชาวกัมพูชาถือว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่บรรพชนได้สร้างไว้ให้เป็นมรดกอันล้ำค่าที่น่าภาคภูมิใจ ชาวกัมพูชาไม่เคยลืมเลือนปราสาทนครวัดของพวกเขาเลย ทุกยุคทุกสมัยนครวัดอยู่ในความทรงจำของพวกเขาเสมอ ปราสาทโบราณหลายปราสาทอาจถูกปล่อยทิ้งร้างไปบ้าง แต่นครวัดไม่เคยร้างรา แม้แต่ในช่วงสงครามกลางเมือง ประเทศชาติได้รับความบอบช้ำมาก แต่นครวัดกลับได้รับผลกระทบเสียหายเพียงเล็กน้อย


ทางด้านหลังปราสาท จะเห็นนางอัปสร ที่ยังแกะสลักไม่เสร็จ

ปราสาทนครวัด สร้างโดยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 เมื่อปี พ.ศ.1656 มีหลักฐานเชื่อว่าพระองค์สิ้นพระชนม์ในปี พ.ศ.1688 รวมเวลาเกือบ 40 ปีในรัชกาล ทรงมีพระนามหลังความตายปรากฏในจารึกที่ผนังระเบียงคดชั้นที่ 2 ด้านทิศใต้ของปราสาทนครวัดว่า "บรมวิษณุโลก" อาจหมายถึง พระวิษณุที่จุติอยู่ในโลก

ปราสาทนครวัดจึงมีศิลปะกรรมที่แสดงเรื่องราวอำนาจและพระเกียรติของพระวิษณุเป็นส่วนใหญ่ รวมถึงรูปนางอัปสรที่มีจำนวน (ประมาณ 1,700 นางทั่วทั้งปราสาท) ตามคัมภีร์ที่ว่าในวิษณุประทีปที่เต็มไปด้วยนางอัปสร



เมื่อขึ้นบันไดผ่านประตูเข้าไปในห้องที่มุมระเบียงคดชั้นที่ 2 จะเห็นภาพสลักนูนต่ำเต็มไปหมด มีภาพเกี่ยวกับพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ผู้สร้างปราสาทนครวัดอยู่ตรงระเบียงด้านทิศใต้ปีกตะวันตก จะเห็นภาพประทับยืนบนหลังช้าง มีร่มและฉัตรรายล้อมอยู่ 15 คัน แสดงสถานภาพความเป็นกษัตริย์ 

ภาพสลักนูนต่ำ พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ประทับยืนบนหลังช้าง ใกล้ภาพนีจะมีจารึกระบุว่า
"บรมวิษณุโลก"(พระนามหลังความตายของพระองค์)


ภาพสลักนูนต่ำการยกทัพจากเมืองต่างๆ


ภาพกองทหารที่มาจากเสียมกุก



เดินไปทางระเบียงด้านทิศตะวันออกปีกใต้ จะเห็นภาพที่ถือว่าสำคัญที่สุดชุดหนึ่งของภาพสลักที่ปราสาทนครวัด เรียกกันว่า การกวนเกษียรสมุทร ที่มีขนาดใหญ่และยาวที่สุดในศิลปะขอม ยาวประมาณ 60 เมตร



ภาพแกะสลักนูนต่ำการกวนเกษียรสมุทร



ในขณะที่เดินชมปราสาทนครวัดถ้าสังเกตุดีๆ จะเห็นนางอัปสรมีทรงผมที่หลากหลาย หลายทรงเหมือนทรงผมตัวการ์ตูนญี่ปุ่น (เซเลอร์มูน) ไม่แน่ใจในความบังเอิญหรือเลียนแบบกัน







นางอัปสร ทรงผมคล้ายการ์ตูนญี่ปุ่น ดูน่ารักมากครับ


บางมุมนครวัด


ชาวกัมพูชา มักแวะเวียนมาขอพรและทำบุญที่ปราสาทนครวัด อย่างมากมาย

เดิมมีการสร้างพระพุทธรูปถวายเป็นพุทธบูชามากมายที่ปราสาทนครวัด 
จนเป็นที่มาของระเบียงพระพัน (จำนวนเป็นพันๆองค์)





ชมภาพสลักนูนต่ำตามระเบียงคดที่อยู่รอบๆ ประสาทนครวัด












นครวัดในหลายๆมุม


วันที่ผมไปเป็นวันพระ เลยมีโอกาสเห็นชาวกัมพูชา มากราบไหว้และนั่งสมาธิที่นครวัดมากมาย




นางอัปสรยิ้มเห็นฟัน อยู่ตรงซุ้มประตูทางเข้าด้านในทิศใต้



ถนนด้านหน้าปราสาทนครวัด


เด็กๆ ชาวกัมพูชา คอยขายของให้นักท่องเที่ยวหน้า นครวัด



อาณาจักรขอมโบราณเป็นอาณาจักรที่ผมหลงใหลด้วยศิลปกรรมที่เปี่ยมด้วยความขลังและอลังการ ก่อนไปผมเคยอ่านเรื่องราวการค้นพบเมืองพระนครที่พรรณนาถึงบรรยากาศของเมืองโบราณอันยิ่งใหญ่ รกร้างที่ถูกปกคลุมไปด้วยผืนป่า เคยแอบฝันเอาไว้ในใจว่า อยากจะมีโอกาสได้ไปสัมผัสบรรยากาศอันยิ่งใหญ่ ที่นั้นสักครั้ง เพื่อพิสูจน์ประโยคอมตะที่ว่า “See Angkor And Die” ซึ่ง Arnold Joseph Toynbee นักเดินทาง นักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีชาวอังกฤษเป็นผู้กล่าวไว้หลังจากที่ได้มาเยือนนครวัด


ใครจะคิดหล่ะครับว่า วันนี้สิ่งที่ผมฝันเอาไว้จะกลายเป็นจริง


แกลอรี่รูปภาพTiewZogZag