วันอังคารที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ท่องอินเดีย-เนปาล... น้อมสักการะ สังเวชนียสถาน (วันแรกแห่งการเดินทาง)



ตอนมัธยม ใครเคยเรียนวิชา "พุทธศาสนา" บ้างครับ? แล้วรู้สึกอย่างไรกับวิชานี้? ผมนี่ถ้าวันไหนมีเรียนวิชาพุทธศาสนา ไม่โดดเรียน ก็หลับหลังห้อง โดนอาจารย์เขกกบาลประจำ ฮ่าาาาๆๆ  

ก็วิชา "พุทธศาสนา" นี่แหละทำให้ผมได้รู้ว่า ประเทศอินเดียเป็นต้นกำเนิดของศาสนาพุทธ  และอีกหลายศาสนาที่สำคัญ อาทิ พราหมณ์ ฮินดูและเชน

ผมเป็นคนไทยคนหนึ่งใน 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ที่นับถือพุทธศาสนา แต่ไม่เคยถือศิล ได้ถึง 5 ข้อเลย นอกจากตอนบวชเท่านั้นที่ถือศิลได้มากหน่อย เรื่องเข้าวัดฟังธรรม ทำบุญตักบาตร กิจทางศาสนาต่างๆฯลฯ ผมก็ปฏิบัติตามแนวทางของบรรพบุรุษมาเรื่อยๆ

พุทธประวัติ แห่งองค์พุทธศาสดา จากที่เคยได้รู้มาในวิชาพุทธศาสนาที่ผมเรียน ผมยังมีโอกาสได้เห็นจากจิตรกรรมฝาผนังตามโบสถ์ในวัดต่างๆ หรือไม่ก็ภาพวาดพระพุทธเจ้าที่เล่าถึงเรื่องราวต่างๆ ตั้งแต่ประสูติจนถึงปรินิพพาน ที่อัดใส่กรอบแล้วนำมาแขวนบนศาลาการเปรียญ เมื่อผมไปทำบุญ  เท่านั้นเอง

เมื่อวันที่ 18 เมษายน ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสเดินทางไปอินเดียอีกครั้ง จากครั้งแรกที่เคยไปเมืองชัยปุระ http://zogzagtravelling.blogspot.com/2017/03/1.html   แต่ครั้งนี้ผมไปอินเดีย เมืองลัคเนาว์ เพื่อ... ตามรอยพระบาทแห่งพระพุทธศาสดา น้อมสักการะสังเวชนียสถาน ซึ่งเป็นสถานที่ที่เป็นต้นกำเนิดของพระพุทธศาสนาจริงๆ กับสายการบิน Thai Smile ที่เปิดเส้นทางบินตรงจากกรุงเทพฯสู่เมืองลัคเนาว์ รัฐอุตตรประเทศ อินเดีย ซึ่งทางสายการบินไทยสมายล์ เริ่มเปิดทำการบินเส้นทางนี้มาตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2559 เป็นต้นมา





เที่ยวบินที่ WE 333 โดยสายการบินไทยสมายล์ พาเราเหิรฟ้าออกจากสนามบินสุวรรณภูมิ ในเวลา 22.00 น. 

ตลอดการเดินทางสู่ลัคเนาว์  กับสายการบินไทยสมายล์  สะดวกสบายมาก ให้บริการแบบเต็มรูปแบบ ตามแบบมาตรฐานระดับโลก ทีเดียวเชียว อาหารที่ให้บริการบนเครื่องบิน มีทั้งอาหารไทยและอินเดียให้เลือกตามแต่ถนัด





อิ่มหนำสำราญ หลับสบาย ตลอดการเดินทาง 3,694 กิโลเมตร ในเวลาเพียงแค่ 4 ชั่วโมง เราก็ถึงสนามบินลัคเนาว์ ในรัฐอุตตรประเทศ ที่อยู่ทางตอนเหนือของอินเดีย ซึ่งมีพรมแดนติดกับประเทศเนปาล ที่เรามีโปรแกรมข้ามพรมแดนไปกราบสักการะ อีกหนึ่ง สังเวชยสถานที่สำคัญ ที่ตั้งอยู่ที่นั้น คือสถานที่ประสูติ ..."ลุมพินีวัน"


ถึงสนามบินลัคเนาว์ เราได้รับการต้อนรับอย่างดีจากไกด์ชาวอินเดีย ที่มีชื่อเหมือนคนไทย (เอ!!...หรือคนไทยชื่อเหมือนอินเดียหว่า!...) ชื่อว่า พิศาล 

คุณพิศาล...ไกด์ชาวอินเดีย นำลูกประคำ  มาคล้องคอต้อนรับคณะเราแทนพวงมาลัยดอกดาวเรือง ที่ผมเคยได้ตอนไปชัยปุระ  นั้นหมายความว่า เรามาถึงแดนพุทธภูมิ ดินแดนแห่งสังเวชนียสถาน แล้วนะ...ควรทำสมาธิ กับการนั่งนับลูกประคำ...ตลอดการเดินทาง (ผมคิดเอง ฮ่าาาาๆๆๆ)

เราเข้าสู่ที่พัก เป็นโรงแรมหรูย่านใจกลางเมืองลัคเนาว์ ชื่อ Renaissance Hotel ผมยกข้อมือดูนาฬิกา ซึ่งยังเป็นเวลาของเมืองไทย ขณะนั้นเป็นเวลา ตีสี่ กว่าๆ  ที่ผมยังไม่ได้นอน (เวลาที่อินเดียช้ากว่าไทย 1.30 ชม.) พรุ่งนี้เช้าเรามีโปรแกรมเดินทางต่อด้วยรถโค้ชปรับอากาศไปที่ เมืองสาวัตถี ซึ่งอยู่ห่างจากลัคเนาว์ประมาณ 180 กิโลเมตร


อาหารเช้าที่ Renaissance Hotel

วันแรก...แห่งการเดินทาง

อาหารเช้ามื้อแรกก่อนเดินทาง บนชั้น 14 ที่ Renaissance Hotel  เป็นอาหารที่หรูหรามีระดับพอควร มองลงไปจากห้องอาหาร จะเห็นสถาปัตยกรรมที่แปลกตาถูกสร้างขึ้นใจกลางเมืองลัคเนาว์ ที่มีชื่อว่า Ambedkar Memorial & Park Lucknow วันนี้เรายังไม่มีโอกาสได้ไปชม แต่วันสุดท้าย เราไปชมกันใกล้ๆ แล้วผมจะมาเล่าให้ฟัง ว่าใครสร้าง? สร้างทำไม?



Ambedkar Memorial & Park Lucknow มองจากห้องอาหาร Renaissance Hotel 


ลัคเนาว์ ประตูสู่สังเวชนียสถาน

ลัคเนาว์ เป็นเมืองหลวงของรัฐอุตตรประเทศ หรือที่นิยมเรียกกันสั้นๆ ว่ารัฐยูพี (Uttar Pradesh = UP) ลัคเนาว์ เป็นเมืองสำคัญในด้านเศรษฐกิจ การตลาด และการค้าของอินเดียตอนเหนือและยังเป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้า และบริการจำนวนมาก 

ลัคเนาว์ ยังเป็นแหล่งสำคัญที่ผลิตบุคลากรด้านสารสนเทศสำหรับภาคธุรกิจ เป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ของธนาคารและสถาบันการค้าพาณิชย์ที่สำคัญหลายแห่งไม่แพ้เมืองมุมไบ สำหรับการค้าพื้นเมือง ลัคเนาว์ยังเป็นแหล่งปลูกพืช ผลไม้ที่มีชื่อเสียง เช่น มะม่วง แตงโม อ้อย

นักท่องเที่ยวเพื่อแสวงบุญทั้งชาวไทย และต่างประเทศ จำนวนไม่น้อยที่เดินทางผ่านเมืองลัคเนาว์แห่งนี้เพื่อเดินทางต่อไปยังสังเวชนียสถานหลายแห่ง เนื่องจากสนามบินตามเมืองต่างๆของอินเดียส่วนใหญ่ มีข้อจำกัดเรื่องขนาดของสนามบิน ซึ่งมีรันเวย์สั้นไม่รองรับเครื่องบินขนาดใหญ่ ทำให้ไม่สามารถบินตรงไปยังเมืองที่ใกล้ที่สุดได้ เมื่อเดินทางถึงลัคเนาว์ เราจำเป็นต้องนั้งรถต่อไปอีกประมาณ 180 กม.เพื่อไปวัดเชตวันมหาวิหาร ที่เมืองสาวัตถี ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชม. หรือจะเดินทางจากลัคเนาว์ ไปกุสินารา ระยะทาง 325 กม. ใช้เวลา 6-8 ชั่วโมง ไปพุทธคยาระยะทาง 560 กิโลเมตร ใช้เวลา 10 ชั่วโมงขึ้นไป  หรือไปพาราณสี สารนาถ ระยะทาง 300 กว่ากิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 4-5 ชั่วโมง...นี่สิ ถึงเรียกว่าทริปแสวงบุญโดยแท้ ถ้าไม่มีบุญคงท้อถอดใจ กันไปเลย

พระเอกของเมืองลัคเนาว์คือบาราอิมามบารา ศาสนสถานของชาวมุสลิมที่สร้างด้วยศิลปะผสมผสานระหว่างฮินดูกับมุสลิม...เดี๋ยวก่อน วันสุดท้าย เราค่อยไปชมกัน เอาน้ำจิ้มไปชมก่อน 1 ภาพ

บาราอิมามบารา พระเอกของเมืองลัคเนาว์(รอไปชมกันวันสุดท้าย)

เดินทางสู่เมือง สาวัตถี

หลังอาหารเช้า เราเช็คเอาค์ออกจากโรงแรม Renaissance Hotel เมืองลัคเนาว์ เดินด้วยรถโค้ชปรับอากาศ มุ่งสู่เมืองสาวัตถี ซึ่งอยู่ห่างออกไปอีก 180 กม. ทุกครั้งที่มีการเดินทางด้วยรถยนต์ในต่างแดน ผมจะรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้ง เพราะผมชอบที่จะมองและเก็บภาพวิถีชีวิตผู้คนในต่างถิ่น มากกว่าที่จะนอนหลับ

ตลอดระยะเวลา 4 ชั่วโมงกว่าๆ ในการเดินทาง 180 กม. ผมจึงเพลิดเพลินกับการบันทึกภาพวิถี และเรื่องราวบนท้องถนน มาให้ชมกัน

เส้นทาง ลัคเนาว์ - สาวัตถี 180 กิโลเมตรโดยประมาณ

ออโต้ริกชอร์...รถตุ๊กตุ๊ก อินเดีย 












ภาพวิถีชีวิต และเรื่องราวบนท้องถนน ขณะเดินทางจากลัคเนาว์ สู่เมืองสาวัตถี


คณะเราเดินทางถึงเมืองสาวัตถี ก็บ่ายโมงกว่าๆ แล้ว หลังจากเข้าโรงแรมที่พัก รับประทานอาหาร กลางวันเสร็จเรียบร้อย ก็ไปรับท่านพระอาจารย์คมสรณ์  เจ้าอาวาสวัดไทยเชตวันมหาวิหาร  มารู้อีกทีว่าท่านยังเป็นบล๊อกเก้อร์ ใน Ok Nation Blog อีกด้วย โดยใช้นามปากกาว่า "ท่านคมสรณ์" การเดินทางตามรอยพระบาทแห่งองค์พระพุทธศาสดา น้อมสักการะสังเวชนียสถาน ตลอดทริปนี้ คณะเราจึงมี ท่านพระอาจารย์คมสรณ์ เดินทางไปพร้อมกับเราเพื่อบรรยายให้ความรู้พุทธประวัติ ในทุก สังเวชนียสถาน ที่เราไป

สาวัตถี  เมืองนี้ผมเคยได้ยินชื่อมาตั้งแต่เด็ก...คือเมืองโบราณสมัยพุทธกาล มีความสำคัญในฐานะที่เป็นเมืองหลวงของแคว้นโกศล เมืองนี้รุ่งเรื่องจากการเป็นชุมชนค้าขาย การทหาร เป็นเมืองมหาอำนาจใหญ่ควบคู่กับเมืองราชคฤห์แห่งแคว้นมคธ ในสมัยโบราณ ปัจจุบันเมืองนี้เหลือเพียงซากโบราณสถาน

ปัจจุบัน คนอินเดียลืมชื่อสาวัตถี(ภาษาบาลี) หรือ ศราวัสตี(ภาษาสันสกฤต)ไปหมดแล้ว คงเรียกตำบลที่ตั้งของเมืองสาวัตถีนี้เพียงว่า สะเหถ-มะเหถ (Saheth-Maheth)

สาวัตถี ปัจจุบันมีซากโบราณสถานที่สำคัญปรากฏร่องรอยอยู่ คือวัดเชตวันมหาวิหาร (ซึ่งพระพุทธเจ้าเคยประทับอยู่ถึง 19 พรรษา), บริเวณวังของพระเจ้าปเสนทิโกศล,บ้านของอนาถบิณฑิกเศรษฐี(สถูป),บ้านบิดาขององคุลีมาล(สถูป),สถานที่พระเทวทัตถูกแผ่นดินสูบ(หน้าวัดเชตวันมหาวิหาร)และที่แสดงยมกปาฏิหาริย์ แล้วเสด็จไปจำพรรษา ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อแสดงพระอภิธรรมโปรดพระพุทธมารดา เป็นต้น


ท่านพระอาจารย์คมสรณ์  เจ้าอาวาสวัดไทยเชตวันมหาวิหาร บรรยาย มูลคันธกุฏิ

วัดเชตวันมหาวิหาร หรือวัดพระเชตวัน อารามของบิณฑิกเศรษฐี

สร้างโดยอนาถบิณฑิกเศรษฐี มหาเศรษฐีแห่งเมืองสาวัตถี บนที่ตั้งของเชตวัน หรือสวนเจ้าเชต นอกเมืองสาวัตถี ซึ่งอนาถบิณฑิกเศรษฐี ซื้อมาด้วยเงินมากถึง 18 โกฏิ วัดแห่งนี้นับว่าเป็นวัด ที่เป็นที่มั่นสำคัญในการเผยแพร่พระพุทธศาสนาในสมัยพุทธกาล และเป็นวัดที่พระพุทธเจ้าประทับจำพรรษามากที่สุดถึง 19 พรรษา วัดเชตวันมหาวิหาร เป็นสถานที่เกิดเรื่องราวต่างๆ ในคมภีร์พระพุทธศาสนามากมาย

ปัจจุบันวัดเชตวันมหาวิหารเหลือเพียงซากโบราณสถาน ได้รับการบูรณะจากทางการอินเดียเป็นอย่างดี ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของแม่น้ำราปติ หรือแม่น้ำอจิรวดี ในสมัยพุทธกาล








พระเณร มาแสวงบุญหน้า มูลคันธกุฏิ (กุฏิพระพุทธเจ้า)

สถานที่สำคัญๆ ที่พุทธศาสนิกชน นิยมไปนมัสการ ที่วัดเชตวันมหาวิหารคือ พระมูลคันธกุฏิ (กุฏิพระพุทธเจ้า) ที่ได้ทำการขุดค้นปรับแต่งเป็นอย่างดี, อานันทโพธิ์ ต้นโพธิ์ที่ปลูกโดยพระอานนท์ในสมัยพุทธกาล ซึ่งต้นโพธิ์ต้นนี้ปรากฏหลักฐานในคัมภีร์ และยังคงยืนต้นมาจนถึงปัจจุบัน, หมู่กุฏิพระมหาเถระ,บ่อน้ำสรงสนานของพระพุทธองค์ เป็นต้น



ในวัดเชตวันมหาวิหาร จะพบลิงอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด


เส้นทางเดินไปยังหมู่กุฏิพระมหาเถระ ในสมัยพุทธกาล






อานันทโพธิ์ ต้นโพธิ์ที่ปลูกโดยพระอานนท์ในสมัยพุทธกาล


ปิดทองกุฎิพระสารีบุตร


อัฎกะสถูป สถูปพระอรหันต์ 8 ทิศ



ร่วมทำความสะอาดบริเวณศาลสงฆ์ ในสมัยพุทธกาลที่วัดเชตวันมหาวิหาร


ปิดทองกุฎิพระสารีบุตร



บริเวณ ศาลสงฆ์ สมัยพุทธกาล


กุฎิพระโมคคัลลานะ




พระสงฆ์ และผู้ไปแสวงบุญ ที่วัดเชตวันมหาวิหาร


ดวงตะวันเริ่มคล้อยต่ำ เรานั่งรถโค้ช ออกจากวัดเชตวันมหาวิหาร ไปชมซากบ้านของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี และ ซากบ้านของบิดาองคุลีมาล ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากวัดเชตวันมหาวิหารมากนัก

เรื่องราวของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี และองคุลีมาล มีปรากฎมากมายในคัมภีร์พุทธศาสนา เป็นเรื่องราวที่แสดงถึงความศรัทธา ความมีสติปัญญา และความเอาใจใส่ในการทำนุบำรุงพุทธศาสนา


อนาถบิณฑิกสถูป ซากบ้านของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ผู้สร้างวัดเชตวันมหาวิหาร


ซากบ้านของบิดาองคุลีมาล ตั้งอยู่ตรงกันข้ามกับบ้านของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี 


ท่านพระอาจารย์คมสรณ์ สวดอำนวยพรที่บ้าน ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี

วิถีชาวสาวัตถี ใกล้ๆกับซากบ้านท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี

วันแรกของการเดินทางแสวงบุญ "ตามรอยพระบาทที่ยาตรา แห่งองค์พระพุทธศาสดา น้อมสักการะสังเวชนียสถาน"  จบลงที่ เมืองสาวัตถี เมืองแห่งพุทธกาล ที่มีเรื่องราวพุทธประวัติมากมาย ที่ผมชาวพุทธ ไม่เคยรับรู้มาก่อน

แค่วันแรกแห่งการเดินทางผมก็รู้สึกอิ่มเอมใจ ในการรับรู้ถึงเรื่องราวพุทธศาสนา ที่เป็นศาสนาที่ผมนับถือมาตั้งแต่เกิด

คอยติดตามการเดินทางในวันที่ 2 แห่งการแสวงบุญที่สังเวชนียสถาน ณ ลุมพินีวัน ประเทศเนปาล ในเร็ววันนี้ครับ




ติดตาม"ชายสามหยด"ได้ที่

https://www.facebook.com/soksagtravelling/
(เที่ยวซอกแซก ZogZagTravelling)

https://www.facebook.com/anontaseeha/
(ชายสามหยดพาเที่ยว)

ไม่มีความคิดเห็น:

แกลอรี่รูปภาพTiewZogZag